น้ำมันมะพร้าว ประกอบด้วย ไขมันอิ่มตัวมากกว่าร้อยละ 90 แม้จะเป็นกรดไขมันอิ่มตัว
แต่กรดไขมันอิ่มตัวในน้ำมันมะพร้าวส่วนใหญ่จะเป็น Medium Chain Triglyceride
เป็นกรดไขมันขนาดกลาง ซึ่งถูกดูดซึมได้ดี ไม่จำเป็นต้องอาศัยน้ำดีจากตับอ่อนมาช่วยย่อย
ไขมันจึงเปลี่ยนเป็นพลังงานได้หมด ไม่เกิดการสะสมเป็นไขมันในหลอดเลือด หรือส่วนอื่นๆ
ของร่างกาย
น้ำมันมะพร้าว มีกรดลอริก (Lauric acid) อยู่สูงมาก (48-53%) ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกันกับกรดไขมันที่มีในน้ำนมของมารดา (ซึ่งมีเพียง 3-18%) เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะแตกตัวออก
เป็นโมโนลอริน (Monolaurin) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยยังยั้งเชื้อโรคไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ ไวรัส หรือโปรโตซัว รวมทั้งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอีกด้วย
เป็นโมโนลอริน (Monolaurin) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยยังยั้งเชื้อโรคไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยีสต์ ไวรัส หรือโปรโตซัว รวมทั้งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอีกด้วย
นอกจากนี้แล้ว น้ำมันมะพร้าวยังมีกรดไขมันที่มีขนาดปานกลางอีก 3 ชนิด คือ Caproic acid, Caprylic acid, Capric acid ทุกชนิดต่างก็มีส่วนช่วยยับยั้งเชื้อโรค โดยไม่ทำให้เกิดการดื้อยา และจะฆ่าเฉพาะเชื้อโรคที่มีเกราะหุ้มเป็นไขมัน แต่ไม่ได้ทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ที่อยู่ในร่างกายที่ไม่ได้มีไขมันเป็นเกราะหุ้ม
ในบางประเทศมีการศึกษาพบว่า
น้ำมันมะพร้าวสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดอันตราย หรือ LDL และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี
หรือ HDL ซึ่งเสริมสร้างสุขภาพร่างกายและหัวใจให้ดีขึ้นด้วย โดยข้อยืนยันประการหนึ่งก็คือ รายงานขององค์การสหประชาชาติเมื่อปี 2521 ระบุว่า
ประเทศศรีลังกา
ซึ่งเป็นประเทศหนึ่งที่ประชากรบริโภคมะพร้าวทั้งในรูปของกะทิหรือน้ำมันมะพร้าวมากที่สุดประเทศหนึ่งปรากฏว่าอัตราประชากรเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเพียง
1 ในแสนคน ในขณะที่ประเทศอื่นๆ
ซึ่งไม่นิยมบริโภคน้ำมันมะพร้าวหรือกะทิมีอัตราประชากรเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
18-187 ใน 1 แสนคน อันที่จริงในบรรดาน้ำมันจากพืชด้วยกันน้ำมันมะพร้าวมีคอเลสเตอรอลต่ำสุด
คือ น้ำมันมะพร้าว 14 ppm. ในล้านส่วน น้ำมันปาล์ม 18 ppm.
น้ำมันถั่วเหลือง 28 ppm. น้ำมันข้าวโพด 50 ppm.
มีสารต้านอนุมูลอิสระ
โดยปกติร่างกายของมนุษย์จะมี antioxidant
คอยทำลายอนุมุลอิสระอยู่แล้ว
แต่เมื่อบริโภคน้ำมันพืชประเภทไม่อิ่มตัว
ซึ่งน้ำมันประเภทนี้จะถูกเติมออกซิเจนได้ง่ายทั้งระหว่างกระบวนการขนส่ง
ระหว่างการจำหน่ายและการเก็บรักษาก่อนบริโภคจึงเกิดเป็นอนุมูลอิสระได้ง่าย
อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกายนี้จะไปลบล้างประสิทธิภาพของ antioxidant ที่มีอยู่ในร่างกาย
ทำให้เซลล์ผิดปกติไป เช่น เยื่อบุเซลล์ฉีกขาด สารพันธุกรรมในนิวเคลียสเปลี่ยนไป
เกิดการกลายพันธุ์ ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับความเสื่อม เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง
ไขข้ออักเสบ เบาหวาน ภูมิแพ้ และแก่ก่อนวัย เป็นต้น
น้ำมันมะพร้าว มีสารแอนตีออกซิแดนต์ที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่สูงมาก จึงสามารถต่อต้านการเติมออกซิเจน ที่เป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งทำให้เกิดโรคและความเสื่อมของร่างกายได้
วิตามินอีที่ได้จากน้ำมันมะพร้าวมีสารโทโคไทรอีนอล
ซึ่งเป็นรูปของวิตามินอีที่มีอานุภาพสูงกว่าสารโทโคเฟอรอล
ซึ่งมีอยู่ในวิตามินอีทั่วไป
ด้วยเหตุนี้น้ำมันมะพร้าวจึงมีสารที่ต่อต้านอนุมูลอิสระอย่างมีประสิทธิภาพ
จึงมีการนำน้ำมันมะพร้าวไปเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางหลายชนิด เช่น ครีม หรือ
โลชั่นทาผิว จะทำให้ผิวนุ่มเนียน ไม่แตกแห้ง ป้องกันฝ้า
กระและทำให้ปราศจากริ้วรอยเหี่ยวย่น
เพราะวิตามินอีในน้ำมันมะพร้าวมีอานุภาพมากกว่าในเครื่องสำอางอื่นทั่วไป
ด้วยเหตุที่น้ำมันมะพร้าวมีสารปฏิชีวนะโมโนลอริน
และสารโทโคมันมะพร้าวมีสารปฏิชีวนะโมโนลอริน และสารโทโคไทรอีนอลจากวิตามินอีดังที่กล่าวมาแล้ว
เมื่อใช้น้ำมันมะพร้าวชโลมผม จะทำให้ผมดกเป็นเงางาม
เส้นผมมีคุณภาพดีและช่วยรักษาสุขภาพของหนังศีรษะป้องกันการเกิดรังแค
จากที่กล่าวมาข้างต้น
ทั้งน้ำมันมะพร้าวทั้งกะทิมิได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ
หากจะสรุปตรงนี้ว่าเพราะน้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำธรรมชาติที่มีคอเลสเตอรอลน้อยที่สุด
สามารถกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญและป้องกันการสะสมไขมันในร่างกาย
มีวิตามินอีช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ
และเมื่อถูกความร้อนจะไม่เปลี่ยนเป็นกรดไขมันชนิดที่เป็นสาเหตุของสารก่อมะเร็ง
สรรพคุณที่มีอยู่มากมายนี้คงทำให้หลายท่านที่หน้าเบ้เมื่อเห็นกะทิมันย่องลอยอยู่ในแกงเขียวหวานหรือแกงมัสมั่นคงเปลี่ยนใจกันนะครับ ^^
ที่มา :
1. สวยได้ด้วยน้ำมันมะพร้าว. ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา.
2. น้ำมันมะพร้าวป้องกันโรคมะเร็งได้อย่างไร. ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา.
3. น้ำมันมะพร้าวลดความอ้วนได้อย่างไร. ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา.




