ตรวจเช็คและดูแลสัดส่วน เพื่อสุขภาพที่ดีไม่มีโรค

หลายคนคงจะเคยเจอคนรู้จัก เพื่อน หรือคนในครอบครัวทักว่า ผอมไปนะ อ้วนแล้วนะ แต่ในความรู้สึกส่วนตัวอาจจะคิดว่า ก็ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นนะ จนอาจเกิดความสับสนว่านี่เราอ้วนหรือผอมเกินไปรึเปล่านะ

มนุษย์เราเมื่ออายุมากขึ้น ระบบการเผาผลาญก็จะลดลงไม่สมบูรณ์เหมือนตอนเป็นหนุ่มสาว กล้ามเนื้อตามส่วนต่าง ๆ ที่เคยแน่นกระชับ ก็อาจมีไขมันมาสะสมแทน ทำให้น้ำหนักและสัดส่วนรูปร่างเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็ไม่ควรปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้อ้วนหรือมีไขมันสะสมมากเกินไป ซึ่งเป็นความเสี่ยงทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมามากมาย เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดัน หัวใจ เบาหวาน ฯลฯ

แต่การที่ผอมเกินไปก็ไม่ใช่ผลดี วัยรุ่นหลายคนมีค่านิยมที่ชอบหุ่นผอมเพรียว แต่ใช้วิธีการลดน้ำหนักที่ไม่ถูกต้อง เช่น บางคนใช้ยาลดความอ้วน เพื่อหวังว่าจะเป็นทางลัด และสะดวกสบาย แต่หารู้ไม่ว่ายาบางอย่างก็มีอันตรายหากใช้ไม่ถูกต้อง แม้กระทั่งอาหารเสริมที่โอ้อวดสรรพคุณจนเกินจริง แต่กลับไม่ได้ผลอย่างที่คิด ก็ทำให้หมดเงินไปมากโดยไม่ได้อะไรเลย บางยี่ห้อก็ใส่สารต้องห้ามที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย หลาย ๆ คนอดอาหาร ทำให้มีความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็น ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง ส่งผลให้เจ็บป่วยได้ง่าย บางคนก็ผอมจนเกินไปไม่ได้สัดส่วน ดูซูบซีดผิวพรรณแห้งไม่สวยงาม



การประเมินว่าน้ำหนัก ของคุณเหมาะสมหรือยัง อ้วนหรือผอมเกินไปหรือเปล่า มีค่าที่นิยมใช้ประเมินกัน นั่นก็คือ ค่าดรรชนีมวลกาย ( Body Mass Index ; BMI ) ซึ่งหาได้ง่าย ๆ
โดยอาศัยความสัมพันธ์ของน้ำหนัก และส่วนสูง ซึ่งหาได้จาก BMI =  น้ำหนัก (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง
หรือเข้าไปคำนวณได้ที่นี่ http://calculator.teenee.com/bmi.html


โดย BMI ที่เหมาะสมสำหรับคนไทยคือ 18.5 - 23
BMI น้อยกว่า 18.5 = ผอมเกินไป / ต่ำกว่าปกติ
BMI 18.5 - 23.5 = สมส่วน / ปกติ
BMI 23.5 - 28.4 = น้ำหนักเกิน คุณอาจรู้สึกอึดอัด เหนื่อยง่าย ควรควบคุมหรือลดน้ำหนัก
BMI 28.5 - 34.9 = อ้วน ควรลดน้ำหนักเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่าง ๆ ตามมา
BMI 35 ขึ้นไป = อ้วนมาก อยู่ในภาวะเสี่ยงจากโรคต่าง ๆ มาก ควรลดน้ำหนักอย่างที่สุด

บางคนมีดรรชนีมวลกาย หรือ BMI ที่เหมาะสมแล้ว แต่รูปร่างไม่ได้สัดส่วน เช่น ตัวเล็กแต่สะโพกใหญ่ ผอมแต่ลงพุง ต้นขาใหญ่ เป็นต้น ส่วนหนึ่งมาจากการรับประทานอาหารที่มากเกินแต่ใช้พลังงานน้อย ทำให้ไขมันเหลือสะสมอยู่ตามผิวหนังและอวัยวะต่าง ๆ ดังนั้นนอกจากการประเมินค่า BMI แล้ว ยังควรดูที่รูปร่างของเราด้วยว่าสมส่วนหรือไม่ มีส่วนเกินรึเปล่า

หลักการง่าย ๆ ของการดูแลรูปร่างตัวเอง ที่ใคร ๆ ก็รู้แต่ทำไม่ค่อยจะได้ (แต่ก็ยังแนะนำอยู่ดี เพราะมันเป็นวิธีหลัก ๆ ที่สถาบันลดความอ้วนที่ไหนในโลกก็ใช้กัน !!! แตกต่างกันเพียงวิธีการนำไปประยุกต์ใช้) ก็คือ 1. การเลือกประเภทและควบคุมปริมาณของอาหารที่จะเข้าไปเป็นพลังงานสะสมในร่างกาย  2.ดึงส่วนเกินที่เก็บสะสมในร่างกายมาใช้เป็นพลังงาน (ออกกำลังกายนั่นแหละ!!) ซึ่งสองวิธีนี้เป็นที่ดีที่สุด

.....จริง ๆ แล้วก็มีแค่สองวิธีนี้นี่แหละที่จะทำให้ควบคุมน้ำหนักและมีรูปร่างสมส่วนได้ วิธีอื่น ๆ ที่โฆษณากันปาว ๆ นั้น ก็เป็นแค่การชวนเชื่อ หรือหากทำได้จริงมันก็มีกลไกที่เกี่ยวกับสองวิธีข้างต้นคือ ป้องกัน/ลดการรับพลังงานเข้าไปในร่างกาย กับเร่งการนำส่วนเกินที่สะสมในร่างกายมาใช้เป็นพลังงาน


สำหรับเด็ก ผู้ปกครองก็ควรเอาใจใส่เรื่องโภชนาการให้ดี เด็กเล็กควรปลูกฝังเรื่องการรับประทาน เช่น ฝึกให้รับประทานผักและผลไม้ ไม่เน้นอาหารหวานและมันเกินไป เด็กโตที่เลือกทานอาหารเองได้บางครั้งอาจเลือกทานอาหารตามโฆษณา เช่น อาหารจานด่วน ไก่ทอด พิซซ่า ผู้ปกครองควรเน้นย้ำเรื่องประโยชน์ แนะนำให้รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่ถูกต้อง และส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมที่ช่วยควบคุมน้ำหนักและทำให้ร่างกายแข็งแรง เช่น การเล่นกีฬา การทำกิจกรรมกลางแจ้ง

การดูแลรูปร่างให้สมส่วน สมวัย ไม่ให้ผอมเกินไป หรืออ้วนเกินไป นอกจากจะทำให้หุ่นหรือรูปร่างดีแล้ว ก็ทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง อายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บด้วย