น้ำมันปลา ภูมิต้านทานโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูงจากธรรมชาติ
มีการทำวิจัยและหลักฐานมากมาย หลังจากที่มีการค้นพบว่า ชาวญี่ปุ่นซึ่งนิยมการบริโภคปลาเป็นชีวิตจิตใจ และชาวเอสกิโม ซึ่งมีเพียงปลาเป็นอาหารชนิดเดียวในการดำรงชีวิตที่ขั้วโลกเหนือกลับมีสุขภาพดี และมีอัตราการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับชนชาติอื่นในโลก
ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ค้นพบความลับของปลาหลายชนิดในเขตอากาศหนาว เช่น ปลาทูน่า ปลาเทราต์ ปลาแซลมอน เป็นต้น ว่าน้ำมันที่ถูกสกัดจากเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของปลาเหล่านี้มีส่วนประกอบของกรดไขมันจำเป็นเชิงซ้อนชนิดไม่อิ่มตัว ที่มีคุณประโยชน์ต่อมวลมนุษย์มากมาย และมีความปลอดภัยสูง
น้ำมันปลา... กรดไขมันจำเป็นต่อสุขภาพร่างกาย
น้ำมันปลาไม่ใช่น้ำมันตับปลา เพราะน้ำมันปลามีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated fatty acid) ปริมาณสูง ซึ่งมีคุณประโยชน์ และจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เรียกว่า กรดไขมันกลุ่ม "โอเมก้า 3" (Omega-3) ซึ่งมีอยู่ 2 ชนิด คือ Eicosapentaenoic acid (EPA) และ Docosahexaenoic acid (DHA)
EPA มีผลวิจัยว่าช่วยลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด พร้อมทั้งป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด โดยลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และลดโอกาสในการเกิดโรคหัวใจได้ นอกจากนั้น EPA ยังช่วยลดอาการปวดอักเสบตามข้อในคนสูงอายุ
DHA ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง การเรียนรู้ ความจำ ตลอดจนช่วยพัฒนาการมองเห็น จึงมีประโยชน์อย่างมากในเด็กและวัยรุ่นที่ต้องการพัฒนาการของสมอง ในวัยทำงานที่เครียดกับการทำงาน หรือในผู้ที่ใช้สายตาอย่างหนักเป็นประจำ อาทิคนที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน
คุณประโยชน์ของน้ำมันปลา
ป้องกันโรคหัวใจ
EPA ช่วยลดความหนืดของกระแสเลือด ยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้สะดวกมากขึ้น จากผลการวิจัยทางการแพทย์พบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจที่รับประทานน้ำมันปลาวันละ 3 กรัม สามารถลดอัตราการตายเนื่องจากหัวใจล้มเหลวลดลง 15%
EPA ช่วยลดความหนืดของกระแสเลือด ยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้สะดวกมากขึ้น จากผลการวิจัยทางการแพทย์พบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจที่รับประทานน้ำมันปลาวันละ 3 กรัม สามารถลดอัตราการตายเนื่องจากหัวใจล้มเหลวลดลง 15%
ลดไขมันในเลือด
EPA และ DHA ลดการสร้างไขมันไตรกลีเซอไรด์ในตับ และส่งผลให้ลดโคเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ในหลอดเลือดลดลง จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
EPA และ DHA ลดการสร้างไขมันไตรกลีเซอไรด์ในตับ และส่งผลให้ลดโคเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ในหลอดเลือดลดลง จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
ลดความดันโลหิตสูง
EPA เพิ่มความลื่นไหลของผนังเซลล์ ลดความหนืดของเลือด และลดการตอบสนองของหลอดเลือดต่อสารที่เพิ่มแรงดันเลือดในร่างกาย จึงช่วยลดความดันโลหิต
EPA เพิ่มความลื่นไหลของผนังเซลล์ ลดความหนืดของเลือด และลดการตอบสนองของหลอดเลือดต่อสารที่เพิ่มแรงดันเลือดในร่างกาย จึงช่วยลดความดันโลหิต
ลดอาการปวดอักเสบตามข้อ
EPA เป็นสารตั้งต้นในการสร้างพรอสตาแกลนดินอี 3 ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดการอักเสบต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคปวดข้อรูมาตอยด์ จากการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์รับประทานน้ำมันปลานาน 3 เดือน สามารถลดปริมาณการใช้ยา NSAID เพื่อลดอาการปวดตามข้อลงได้
EPA เป็นสารตั้งต้นในการสร้างพรอสตาแกลนดินอี 3 ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดการอักเสบต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคปวดข้อรูมาตอยด์ จากการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์รับประทานน้ำมันปลานาน 3 เดือน สามารถลดปริมาณการใช้ยา NSAID เพื่อลดอาการปวดตามข้อลงได้
บำรุงสมองและสายตา
DHA เป็นส่วนประกอบสำคัญในเซลล์สมองและเนื้อเยื่อชั้นในสุดของดวงตา (เรตินา) ดังนั้น DHA จึงมีความจำเป็นอย่างมากต่อพัฒนาการของสมองให้แจ่มใสฉับไวเสมอ และช่วยบำรุงสุขภาพสายตา
DHA เป็นส่วนประกอบสำคัญในเซลล์สมองและเนื้อเยื่อชั้นในสุดของดวงตา (เรตินา) ดังนั้น DHA จึงมีความจำเป็นอย่างมากต่อพัฒนาการของสมองให้แจ่มใสฉับไวเสมอ และช่วยบำรุงสุขภาพสายตา
ความปลอดภัย
น้ำมันปลาเป็นสารสกัดจากปลาที่ได้จากธรรมชาติ ดังนั้นจึงมีความปลอดภัยเหมือนกับการรับประทานอาหารปกติ สามารถรับประทานได้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เพื่อความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย ควรเลือกน้ำมันปลาที่มีคุณภาพสูง ที่ควบคุมปริมาณโลหะหนัก และผลิตจากโรงงานที่ได้รับรองมาตรฐานการผลิตจากนานาประเทศรับประทานน้ำมันปลาอย่างไร ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
เพื่อรักษาสุขภาพ บำรุงสมองและสายตา
รับประทานวันละ 1,000 - 2,000mg
รับประทานวันละ 1,000 - 2,000mg
เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือด และหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และลดอาการปวดอักเสบตามข้อ
รับประทานวันละ 3,000mg
รับประทานวันละ 3,000mg

